
กาแฟอราบิก้าไทย.๑
.1
ที่มาทางวิชาการ
ความรู้เรื่องกาแฟ
รวบรวม-ประมวล
จากการฝึกอบรม-ศึกษาดูงานจากสถาบันการเกษตรฯ
๐ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มช. ๐
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงฯเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร ๐
กาแฟโครงการหลวงฯภาคเหนือ
ขอได้รับความขอบพระคุณ
จากเชียงใหม่กาแฟ
และ สมาชิกกลุ่มอราบิก้าไทย
ต้นกำเนิดของกาแฟอราบิก้านำมาจากประเทศอาระเบียหรือเอธิโอเปีย ปัจจุบันจังหวัดภาคเหนือได้ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2529 โดยโครงการหลวงฯศูนย์วิจัยเกษตรที่สูง
มช.และ
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ พื้นที่การส่งเสริมปลูกบนภูเขาสูงในเขตอำเภอแม่แตง
เชียงดาว ดอยสะเก็ด จอมทอง
และ
บางเขตอำเภอของจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ปัจจุบันผลผลิตกาแฟอราบิก้า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่ส่งออกเพียงเล็กน้อย
ส่วนใหญ่ขายภายในประเทศเกษตรกรจะขายผลิตผลให้กับ โครงการหลวงที่รับซื้อราคาประกันส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกร
และ พ่อค้าคนกลางที่รวบรวมกาแฟ
อันเป็น
กาแฟที่รับชื้อจะเป็นกาแฟกะลาที่แกะเปลือกตากแห้งแล้ว
ต้องนำมาเข้าเครื่องสีแยกคัดเกรด
ขนาดอบแห้งให้ได้มาตรฐานความชื้นที่กำหนดเป็นสารกาแฟอราบิก้า
บรรจุถุงส่งจำหน่ายให้กับบริษัทที่รับซื้อต่อไป
|

|
 |
กาแฟอราบิก้าเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่เกษตรกรในเชียงใหม่
และ จังหวัดในภาคเหนือฯนิยมปลูก
กาแฟเป็นพืชเมืองหนาวที่เจริญได้ดีในเขตร้อน
ในพื้นที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ราว 1,000 เมตร ให้ผลผลิตเร็วผลผลิตเก็บได้นาน-
ดอกกาแฟเป็นสีขาวและหอมเหมือนดอกมะลิ เมื่อเริ่มติดผล
ผลมีสีเขียวเปลี่ยนเป็นเหลือง
แล้วส้ม แดง..จนสุกจัดเป็นสี่แดงคล้ำจึงเก็บผลได้ใช้เวลาติดลูก
8-9 เดือน
ผลผลิตจากเมล็ดกาแฟอราบิก้าแม้จะมาจากพันธุ์เดียวกันต้นกล้าจากแหล่งเดียวกันเมื่อนำไปปลูก
แต่ละพื้นที่รสชาติและกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน
ผู้จัดซื้อเมล็ดที่ชำนาญเท่านั้นจะรู้ว่าแหล่งผลิตใดเป็นกาแฟดี...
พันธุ์กาแฟอราบิก้าที่ดี เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคราสนิมผลผลิตมีคุณภาพสูงมีลักษณะต้นเตี้ย ข้อสั้น ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ
เป็นพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกโดยกรมวิชาการเกษตร คือสายพันธุ์คาติมอร์
โดยทำการศึกษาทดลองจากศูนย์ฯของ กรมวิชากาเกษตรในภาคเหนือคือ..
๐ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงฯขุนวาง
จ.เชียงใหม่
๐ สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี
อ. แม่สรวย จ.เชียงราย
๐ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จ.ตาก
๐ สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
๐ ไร่ทดลองศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง มช.ช่างเคี่ยน
๐ ไร่ทดลองโครงการหลวงแม่หลอด อ.แม่แตง
๐ ไร่ทดลองบ้านหนองหอย อ.แม่ริม
๐ ไร่ทดลองบ้านเทพฯเสด็จฯ อ.ดอยสะเก็ด ฯลฯ
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง
ได้รับความรู้และชาวไร่ต้องผ่านการฝึกอบรมปฏิบัติ มาจนสามารถจัดการต่อผลผลิต
ที่ออกมาสู่ตลาดด้วยมาตรฐานได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด
กาแฟอราบิก้าในภาคเหนือไทย
จะสุกจนเมล็ดแดงเข้มราวเดือนธันวา-มกราคม
โดยชาวไร่ต้องเก็บด้วยมือจากไร่เลือกเฉพาะเมล็ดแดงจัดที่สุกเท่านั้น
นำมาแปรรูปด้วยวิธีการหมัก-ตากแห้ง
ที่ให้คุณภาพดีสำหรับกาแฟอราบิก้า ควรมีวิธีการแปรรูปดังต่อไปนี้
การทำสารกาแฟโดยวิธีเปียก
(Wet Method or Wash Method)
เป็นวิธีการที่นิยมกันแพร่หลาย
เพราะจะได้สารกาแฟที่มีคุณภาพกาแฟอราบิก้า
รสชาติดีกว่า ราคาสูงกว่าวิธีตากแห้ง
(Dry method) โดยมีขั้นตอนในการดำเนิน
การมีขั้นตอน ดังนี้
|
 |
 |

การสีเมล็ดดิบ การหมัก-ล้างเหมือก และ ตากแดด |
การปอกเปลือก
(Pulping)
โดยการนำผลกาแฟสุกที่เก็บได้มาทำการปอกเปลือกนอกทันทีโดยเครื่องปอกเปลือก
โดยใช้น้ำสะอาดขณะที่เครื่องทำงาน
ไม่ควรเก็บผลกาแฟไว้นานหลังการเก็บเกี่ยว
เพราะผลกาแฟเหล่านี้จะเกิดการหมัก (fermentation) ขึ้นมาจะทำให้คุณภาพของสารกาแฟ
มีรสชาติเสียไป ดังนั้นหลังปอกเปลือกแล้ว จึงต้องนำไปขจัดเมือก
การกำจัดเมือก (demucilaging)
เมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกนอกออกแล้ว จะมีเมือก
(mucilage) ห่อหุ้มเมล็ดอยู่ซึ่งจะต้องกำจัดออกไป ซึ่งมีวิธีการอยู่
3 วิธีคือ
การกำจัดเมือกโดยวิธีการหมักตามธรรมชาติ
(Natural Fermentation)
เป็นวิธีการที่ปฏิบัติดั้งเดิม โดยนำเมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกออกแล้วมาแช่ในบ่อซีเมนต์
ขนาด 3x1.5x1.2 เมตร มีรูระบายน้ำออกด้านล่าง ใส่เมล็ดกาแฟประมาณ 3/4
ของบ่อ
แล้วใส่น้ำให้ท่วมสูงกว่ากาแฟ แล้วคลุมบ่อด้วยผ้าหรือพลาสติกปิดปากบ่อซีเมนต์
ทิ้งไว้ 24 - 48 ชั่วโมง ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำอากาศหนาวเย็น การหมักอาจจะใช้เวลา
48 - 72 ชั่วโมง)
จากนั้นปล่อยน้ำทิ้งแล้วนำเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด
นำเมล็ดมาขัดอีกครั้งในตระกล้าที่ตาถี่ ที่มีปากตะกร้ากว้างก้นไม่ลึกมาก
เมื่อขัดแล้วเมล็ดกาแฟจะไม่ลื่นแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนที่จะนำไปตาก
การตากหรือการทำแห้ง (Drying)
หลังจากเมล็ดกาแฟผ่านการล้างทำความสะอาดแล้ว
นำเมล็ดกาแฟมาเทลงบนลานตากที่ทำความสะอาดแล้ว หรือเทลงบนตาข่ายพลาสติกบนแคร่ไม้ไผ่
เกลี่ยเมล็ดกาแฟกระจายสม่ำเสมอไม่ควรหนาเกิน 4 นิ้ว ควรที่จะทำการเกลี่ยเมล็ดกาแฟวันละ
2 - 4 ครั้ง จะทำให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น และเวลากลางคืนควรกองเมล็ดเป็นกอง
ๆ และใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันน้ำฝนหรือน้ำค้าง ใช้เวลาตากประมาณ
7 -10 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 13 %
(อ่านต่อหน้า.2)......