"นครต้าลี่-ลี่เจียง" เมืองมรดกโลกแคว้นยูนนาน
 
แบกเป้ท่องเที่ยวไปตามใจฉัน สู่เมืองในฝันของยูนนาน ในสไตล์ตัวเองโดย..."ลุงรภ"
  โปรแกรมพักผ่อน-ท่องเที่ยว ปลายปีของเราซึ่งได้ช่วยกันประมวล ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ที่มีคุณค่าสมบูรณ์ตรงตามใจ ที่อยากไปในฐานะประเทศบ้านใกล้- เรือนเคียง ตามรูปแบบของตัวเอง
ประหยัด คุ้มค่า อีกหนึ่งเมืองมรดกโลกทางการท่องเที่ยว และ วัฒนธรรม ที่ยูเนสโก้บันทึกไว้ในปี 1997 เมืองโบราณมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี
  กอปรกับเดือนนี้เป็นต้นฤดูหนาว ที่เราคงพอทนได้ในเรื่องดินฟ้า-อากาศ ที่อยู่ระหว่าง 17-20 องศา และ โดยเฉพาะเดินทางตรงจากเชียงใหม่ไปได้สะดวกสบาย
 
จองตั๋วการบินไทยที่อาทิตย์หนึ่งมีเพียงสองเที่ยวบิน จากเชียงใหม่-คุนหมิง ไปวันอาทิตย์กับวันพฤหัสบดี (มีเฉพาะเท่านี้)
ก็นับว่าพอดีกับโปรแกรมของเรา จุดหมายเมืองคุนหมิง ซึ่งไม่อยู่ในเป้าหมายเรา แต่ได้ประสานงานไปยังไกด์อาสาฝึกงานที่ติดต่อไปทางอีเมล์ "Miss Ming"นักศึกษาการท่องเที่ยวภาษาไทยปี 4 ของมหาวิทยาลัยชนเผ่าของยูนนาน มารอรับ ณ
ท่าอากาศยาน ตอนห้าโมงเย็น(ที่ต้องตั้งเวลาใหม่ที่เร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมง)นั่งแท็กซี่ต่อไปยังสถานีขนส่ง ท่ารถทัวร์ระหว่างเมือง ที่อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองต้าลี่ ไม่แวะพักคุนหมิง โดยเราเลือกเอารถบัสที่นอนไปใช้เวลา 6 ชั่วโมง เพื่อทดเวลาให้ทันรุ่งเช้าของวันที่2
  ด้วยเหตุที่เราต้องการไปให้ทัน "ตลาดนัด
ชนเผ่า"ที่มีเฉพาะเช้าวันจันทร์ ชานเมือง-
ต้าลี่ ที่เราเก็บข้อมูลบันทึกไว้แล้วก่อนการเดินทาง "มิสหมิงไกด์นักศึกษาสาว"ของเรา
จัดซื้อตั๋วรถทัวร์ให้เรียบร้อย พร้อมทั้งตั๋วเที่ยวบินล่วงหน้าขากลับวันสุดท้ายจากเมืองลี่เจียง-คุนหมิง เพื่อกลับมาต่อเที่ยวบินขากลับเชียงใหม่ ตามแผนที่วางไว้
 











   ทุกอย่างเรียบร้อยเราเหลือเวลาก่อนเดินทางไปต้าลี่ ก็เรียกแท๊กซี่ไปเดินพักผ่อนฆ่าเวลาที่สวน  สาธารณะในเมือง
คุนหมิง (ภาพซ้าย) นอกจากไกด์สาวแล้วเมืองนี้แท็กซี่สาวก็มีเป็นจำนวนมากพอควร เก็บภาพมาให้ดูทั้งคู่ เราเดินรอบสวนสาธารณะกันพอ ออกกำลังปรับอุณหภูมิต่างเมืองช่วงนั้นก็ราว 18 องศาแล้ว นั่งหาร้านอาหารที่พอนั่งได้สบายๆ ให้
ไกด์สาวเราสั่งอาหารจีนที่คนไทยพอรับได้มาสองสามอย่าง เพื่อเป็นอาหารเย็นเสริมพลังก่อนออกเดินทาง
  
แอร์บัสทัวร์(รถนอน)ระหว่างเมือง
   สัมผัสรสชาติการเดินทางโดยรถทัวร์หรือรถนอนจากคุนหมิงไปต้าลี่ที่ใช้วิ่งกลางคืนเท่านั้น มีราว 18 ที่นอน(เพราะไม่มีที่นั่ง)ก็เป็นรถทัวร์เมืองยูนนานที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ ขนาดใหญ่ตามภาพ เป็นที่นอนยาวสองชั้น ถ้ามีเด็กหรือทีมมากก็จะเจอเตียงเสริมตรงกลางเป็นสามที่นอน แต่เที่ยวเราไปจะพอดีๆไม่เจอเตียงเสริม ไอ้เตียงเดี่ยวข้างรถก็พอไหว ตัวเองเจอเตียงกลางนอนคนเดียว กว้างยาวก็พอกับม้านั่งหินอ่อนนั่นแหละตอนกลางรถ นอนพลิกตัวซ้าย-ขวาแรงๆ ก็คงตกที่นอน ก็ต้อง
หลับๆ ตื่นๆ ก็ช่วยไม่ได้เราเลือกเอง แถมยังต้องประสบวิบากกรรม
  อื่นๆ อีก รถน่ะมีแอร์แต่ไม่ต้องเปิดเพราะอากาศมันเย็นอยู่แล้ว   ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนเมื่อขึ้นรถมาแล้วต้องถอดรองเท้า ขามีถุง
พลาสติกแขวนไว้ให้เอามาห่อรองเท้ากันส่งกลิ่นรบกวนชาวบ้าน แต่พอออกเดินทางก็ต้องปิดกระจกให้อบอุ่นหน่อยตอนนี้แหละกลิ่นเท้ารวมๆกันทั้งรถก็เริ่มโชยมาแล้วครับ......

  สลับกับเสียงชาวจีนที่คุยกันดังเหมือนจะทะเลาะกันลั่นรถไปหมดก็จำต้องทนๆกันไป แต่อีตอนคุยกันออกรสมันเข้าเริ่มมีกลิ่นบุหรี่โชยมาตลบไปหมด เพราะในตอนหน้ารถ ทั้งคนขับผู้โดยสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแจกบุหรี่กันคนละมวนสองมวน นี่ขนาดข้างรถน่ะมีป้าย"no smoking"ติดไว้แล้วนะเนี่ย โอ๊ย..สะใจไม่รู้ว่าผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงเค้าทนกันได้ยังไง สงสารแต่ป้าของเราหน้าตาบอกบุญไม่รับไปเลย..
 
วิบากกรรมซ้ำซ้อน หลับๆ ตื่นๆ กันไปราวครึ่งทางรถก็แวะพักเติมน้ำมัน ผู้โดยสารก็ทยอยกันลงไปสูดอากาศล้างปอดกันหน่อยและเข้าห้องน้ำ ไอ้ตัวเองเดินเลี่ยงๆไปมุมเงามืดหน่อยตามประสาผู้ชายเบาตรงไหนก็ได้ พอกลับขึ้นรถมาป้าเค้าก็รีบสาทกยกนิยายเก่าที่เคยได้ยินมาเรื่องห้องน้ำที่สะอาดพัฒนาแล้วแต่ยังคงรักษาไว้เหมือนอดีตที่เก็บข้อมูลมา ว่าจะไม่เขียนแล้วเชียว ไหนก็ไหนแล้ว บรรยายภาพเอาเองก็แล้วกัน สำหรับห้องน้ำหญิงที่นั่งยองๆ ไม่มีประตูมองเห็นกันหมดยาวเป็นแถวเหมือนไก่กรงตับ ทั้งหนัก-เบา จินตนาการเอาเองครับ....
  วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่เป็นธรรมดาบ้านเขา-บ้านเรา ก็คงเป็นกระจกสองด้าน ที่มีทั้งที่รับได้และเรารับไม่ได้ อันนี้ช่วยกันไม่ได้ บอกกันรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม รถถึงปลายทางราวตีสามกว่าๆ เข้าจอดที่ลานจอดรถดับเครื่องแล้ว ผู้โดยสารก็ยังคงนอนกันต่อไป เราลุกขึ้นนั่งดูก็ไม่มีใครจะขยับตัว มองออกไปข้างนอกรถฟ้าก็มืดมิดยังไม่สาง แง้มกระจกมองฝ่าความมืดออกไปข้างนอก ทุกอย่างเงียบไม่มีการสัญจรของผู้คน ลมหนาวพัดเข้ามาปะทะหน้าสะดุ้งสุดที่หนาวเย็นจัด กระจกรถฝ้าไปหมดด้วยละอองน้ำที่เข้ามาจับตัวที่กระจก เป็นอันว่าเขาไม่ลงกัน เราก็เอนหลังต่อรอฟ้าสาง มาบ้านแปะก็ต้องทำตามใจแปะเค้าหน่อยน่ะ....
                   
 
นครต้าลี่เช้าวันแรก สถานีรถทัวร์นั้นอยู่ในย่านเมืองใหม่ ฟ้าสางสว่างแล้วก็ต้องย่ำออกมาถนนใหญ่ เพื่อสอบถามรถเมล์
ที่จะเดินทางไปเมืองเก่า ซึ่งห่างออกไปราว 5-6 กิโลเมตร แท็กซี่ก็พอมีไม่น้อย แต่เพื่อให้สมบูรณ์แบบในช่วงของทัวร์
"Back pack"ได้รสชาติการเดินทาง ก็เลยนั่งรถเมล์ไปพักใหญ่ ไปลงเอาหน้าประตูเมืองเก่าด้านทิศตะวันตก ย่ำหาโรงแรมที่พักระดับดีหน่อย ราคาไม่สูงนักก็ต้องเป็นโรงแรมนอกเมือง ที่ถือได้ว่าเป็นสไตล์ตะวันตก มีเตียงคู่ ห้องน้ำมีน้ำร้อนใช้
มีทีวีดู สะอาดสะอ้านดี สนนราคาคิดเป็นเงินไทยก็ยังถูกกว่าเมืองเชียงใหม่ บรรยากาศเยี่ยมข้ามถนนก็เข้าประตูเมืองเก่า
และ คิวจอดรถสายต่างๆ มุมสงบแบบบ้านผสมร่วมสมัยเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ทิศตะวันตกมีวิวดอยดูร่มเย็นชื่นใจดี
   พักผ่อนยืดเส้นยืดสาย เก็บข้าวของ อาบน้ำอุ่นให้สดชื่นหน่อย ตามแผนเช้านี้เราเตรียมไปย่ำ"ตลาดนัดชนเผ่า"ที่หมู่บ้านซาผิง จะมีเฉพาะเช้าวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ ห่างตัวเมืองผ่านชนบทไปอีกราว 30 กิโลเมตร อันเป็นตลาดนัดของชาวไป๋ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ที่สุดในต้าลี่ มีประวัติ์ชนเผ่าที่อยู่มายาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรน่านเจ้า...
   เดินข้ามถนนไปบริเวณประตูเมืองเก่า ก็จะพบคิวรถเมล์ รถแท็กซี่ สามล้อรับจ้างมากมายข้างกำแพงเมือง หาอาหารเช้าง่ายๆพอหาได้รองท้องไว้ก่อน
สอบถามรถเมล์ประจำทางที่จะไป"ซาผิง"กว่าจะได้เรื่องก็เมื่อยมือ เพราะสื่อภาษากันไม่ได้เลย เมืองนี้แม้เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ภาษาอังกฤษนั้นอ่อนแอเอามากๆ สำนักงาน ร้านมีระดับ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่
พนักงานพูดภาษาจีนกลางอย่างเดียวเท่านั้น แม้ตำรวจท่องเที่ยวเองก็ไม่เอาอ่าวสักคน ป้ายรถ ป้าย
สถานที่ ไปจนถึงแผนที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาจีนทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ถึง 90 %เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน
มาเที่ยวเมืองเขาเอง เป็นชาวต่างด้าวไม่ถึง 10 %
หากไม่มีข้อมูลมาก่อน ก็ต้องพึ่งไกด์จีนลูกเดียว.
   แต่เรามันก็เซียนฝึกทักษะ มีข้อมูลมาพอช่วยตัวเองได้ ไอ้ที่แน่หารูปเอาไว้แล้วชี้ให้ดูรูป พูดซ้ำๆคำเดียวว่า "ซาผิงๆ"
เค้าก็จะตอบได้คำเดียวคือ "โอ.เคๆ"....
  

  (อ่านต่อหน้า2.)