การคั่วกาแฟ Intanon Coffee Roast
เชียงใหม่กาแฟเป็นเว็บไทย ที่ส่งเสริมกาแฟอราบิก้าไทย
เสนอข้อมูล ความรู้ ทางวิชาการจาก ศูนย์วิจัยเกษตรเชียงใหม่ฯ
และ ศูนย์วิจัยอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รวมทั้งทักษะในการปฏิบัติ จากการคั่วกาแฟมานานนับแรมปี.......
ถังคั่วทรงกระบอกแกนนอน ต้นแบบ
ของศูนย์วิศวกรรมเกษตร กรมวิชาการเกษตรฯ
ความเร็ว 40 รอบ/นาที มอเตอร์ 1 แรง
ใช้พัดลมดูดความร้อนจากถัง 1/4 แรงม้า
และพัดลมดูดฝุ่นละออง ความชื้น 1/3 แรงม้า
ปริมาณ 10 กก.ต่อครั้งเวลา 15-25 นาที
ระบบการทำงานของเครื่องคั่ว
เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนโดยการสัมผัส
กับผิวโลหะโดยตรง [Directly-trens-ferred heat]
หรือ โดยการสัมผัสกับอากาศร้อน
ในการหมุนเวียน [Fluidised beds]
ทำให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ
โดยที่ส่วนบรรจุเมล็ดกาแฟเป็นถังกลมหมุนได้รอบ
ขณะที่รับความร้อน มีส่วนช่วยพลิกเมล็ดกาแฟในถังขณะคั่ว เพื่อกระจายการรับความร้อนโดยทั่วกัน
การควบคุมอุณหภูมิในการคั่ว
เป็นการควบคุมอุณหภูมิกึ่งอัตโนมัติ
ให้คงที่ตามที่ตั้งไว้ หรือ ปรับเองได้
การลดอุณหภูมิหลังการคั่วแล้ว
มีความสำคัญที่ต้องหยุดความพอดีของขนาด
ที่ต้องการในการคั่ว ต้องเทกาแฟออกจากถังคั่ว
ลงในถาด ที่มีพายกวนวนตลอด และ มีพัดลมดูด
อากาศ ดูดควันกาแฟ หรือ ใช้วิธีการพรมละอองน้ำ
เพื่อช่วยลดความร้อนจากเมล็ดกาแฟโดยรวดเร็ว
๐ เพื่อให้ได้ระดับที่มีมาตรฐาน จำเป็นต้องมีตัวอย่างเมล็ดกาแฟไว้เปรียบเทียบสี ระดับต่างๆ
๐ อุณหภูมิและเวลา ( กำหนดจากเครื่อง 10 ลิตร) ของศูนย์เกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร
๐การคั่วกาแฟ สำหรับผู้คั่วที่ดีนั้นย่อมต้องได้รับการฝึก และมีทักษะต่องานมาพอควร ซึ่งก็ยืนหยัดอยู่ที่ความเป็นศาสตร์และศิลป์ ของวิชาชีพนี้ จนมีความชำนาญจึงจะสามารถ นำสารกาแฟที่คัดเกรดในระดับต่างๆ มาทำการคั่วให้ได้รสชาติที่ดี โดยแยกเป็นกลุ่มหลักได้ 3 กลุ่มด้วยกันคือสามระดับการคั่วกาแฟ
Intanon Coffee
1.คั่วอ่อน Light Roast
"Cinnamon" "American"
การคั่วระดับอ่อนให้กาแฟเป็น
สีน้ำตาลอ่อน ไม่มีความมัน
ที่ผิวเมล็ดใช้อุณหภูมิความร้อน
ที่ประมาณ 350/*F
เวลาประมาณ 15-20 นาที
2.คั่วกลาง Medium Roast
"Full City" "Vienna"
กาแฟที่มีความเข้มปานกลาง เมล็ดกาแฟเป็นสีน้ำตาล และ
มีความมันจากน้ำมันในเมล็ดเคลือบ
เจือจาง คั่วที่อุณหภูมิ 400-430
องศาฯ*Fใช้เวลา
ประมาณ 15-20 นาที
3.คั่วเข้ม Espresso
"French" "Italian"กาแฟเข้ม
ระดับนำไปชง Espresso
กาแฟเป็นสีน้ำตาลแก่เกือบไหม้
ที่คั่วในอุณหภูมิ 450องศาฯ*F
ระยะเวลาประมาณ 15-20 นาที
ความเปลี่ยนแปลงของเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้ว
เมล็ดกาแฟที่คั่วแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ
ทางเคมี และ โครงสร้างทางกายภาพ ดังนี้
๐ การสูญเสียน้ำหนัก เนื่องจากการสูญเสีย
ความชื้น เมล็ดกาแฟดิบก่อนคั่ว มีระดับความชื้น
ประมาณ 12-13 %
เมื่อคั่วแล้วน้ำหนักจะลดลงไปอีกประมาณ 15-20 %
(หรือคั่ว 10 กิโลจะเหลือ 8 กิโลกรัม)
๐ การเกิดแก๊ส
ส่วนใหญ่จะเป็นแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 87 %
แก๊สอื่นๆได้แก่ คาร์บอนมอนน๊อกไซค์ 7.3 %และไนโตรเจน 5.3 % แก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ จำนวนประมาณครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้ว
และ จะค่อยๆคลายออกมาช้ามาก
กว่าจะหมดต้องไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง
(จึงต้องระวังการบรรจุ )
๐ การขยายขนาด
เมล็ดกาแฟคั่วแล้วจะมีขนาดใหญ่ขึ้นร้อยละ 40 -70
๐ เมล็ดกาแฟลดความหนาแน่น
จะกรอบ เปราะและ แตกหักง่าย เมื่อผ่านการคั่วแล้ว
๐ การเปลี่ยนแปลงของแข็งที่ละลายน้ำได้
กาแฟโรบัสต้าคั่วแล้ว จะมีของแข็ง [Soluble solids]
มากกว่ากาแฟ..อราบิก้า การคั่วกาแฟแบบความร้อนสูงและใช้ระยะเวลาสั้น จะทำให้มีของแข็งที่ละลายน้ำได้มากกว่าปกติ
๐ การเกิดสีน้ำตาลของผิวเมล็ดกาแฟ
ความร้อนทำให้องค์ประกอบของน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ [Polysaccharide]และซูโครส [Sucrose] เปลี่ยนสภาพเป็นสารเหนียวสีน้ำตาลเข้ม
[ Caramelized] เคลือบผิวของเมล็ด
------------------
ข้อมูลเหล่านี้ ย่อมมีตัวแปรได้จากเครื่องคั่วต่างกัน
เมล็ดกาแฟขนาดต่างกัน ความชื้นของเมล็ดกาแฟ
ปริมาณจำนวนกาแฟที่ต่างกัน ระหว่าง 5- 10 กก.
การควบคุมความร้อน และ เวลาที่สัมพันธ์
การพิจารณารายละเอียดการคั่วกาแฟ
ในช่วงแรกของการคั่วขณะเริ่มเมล็ดกาแฟ
จะดูดซับพลังความร้อน ทำให้เมล็ดคลาย
ความชื้น พร้อมกับสีของเมล็ดที่เปลี่ยนจาก
สีเขียงอมเทา ไปเป็นสีเขียวอบเหลืองและ
เริ่มได้กลิ่นหอมของกาแฟ พร้อมกับ
ระบายควันสีขาวจางๆ ขั้นตอนนี้จะเริ่มมีการสูญเสียน้ำ
จากเมล็ดไปประมาณ 70- 90 % โดยที่น้ำหนัก
ก็จะหายไปเรื่อยๆเช่นกันอีกระยะหนึ่งจะได้ยินเสียงแตก
ของเมล็ดกาแฟ ที่เกิดจากปฏิกิริยา[ Pyrolysis]
มีการเปลี่ยนแปลงภายในเมล็ดของน้ำไปเป็นไอน้ำ [Hydrolysis] ที่เกิดความดันรุนแรงต่อ
ผนังเซล และ การเกิดปฏิกิริยา
อ๊อกซิเดชั่นของคาร์โบไฮเดรด
[Carbohydrateoxidation] ทำให้เกิดแก๊ส
คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ รอยต่อกลางเมล็ดแตก
แยกออก จึงมีเสียงเมล็ดแตก
ขณะที่สีของเมล็ดจะเริ่ม เปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาล
ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนของน้ำตาลโมเลกุลรวม [Polysaccharides] ควันจะเริ่มเป็นสีเทา เมื่อมีการ
ระเหยน้ำในเซลมากขึ้น [Dehydartion]
โครงสร้างแข็งแรง [Woody structure]
ของเมล็ดถูกทำลายทำให้เมล็ดพองตัว
ขยายขนาดใหญ่กว่าเมล็ดดิบ
ร้อยละ 40-60 โดยปริมาตร เมล็ดมีความเปราะ
มากขึ้น แต่ความหนาแน่นของเมล็ดลดลง
สารระเหยได้ [Volatile substandce] เพิ่มมากขึ้น
และ เยื่อหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล จะหลุดออกเป็นสะเก็ดเล็กๆ
ในช่วงกลางของการคั่ว เสียงแตกของเมล็ดจะหยุดลง
แต่ปฏิกิริยาต่างๆยังดำเนินไป ความดันที่เกิดขึ้น
ภายในเมล็ดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดเสียงแตกของเมล็ดเป็นครั้งที่สอง และ จะเริ่มพบว่ามีความมันวาวของ
เมล็ดที่บริเวณผิว จากน้ำมันที่ขับออกมานี้กระทบ
ความร้อนอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดควันมากขึ้น
ในขณะเดียวกันก็จะมีการเปลี่ยนสภาพของแป้ง
และน้ำตาล ไปเป็นสารเหนียวสีน้ำตาลเข้ม
[Caramelized] ทำให้เมล็ดกาแฟมีสีน้ำตาลเข้มมากขึ้น
หากปล่อยให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนนานมากขึ้น
ก็จะเกิดความดำเข้มเกินความต้องการ [Carbonized ]
หรือกาแฟไหม้เมื่อถึงเมล็ดกาแฟคั่วมีสีน้ำตาล
ในระดับที่ต้องการแล้ว จะต้องเทออกจากเครื่องคั่ว
และ ทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว โดยใช้อากาศเป่าเย็น
หรือดูดความร้อนออก หรือการฉีดพ่นด้วยน้ำ
ถ้าจะปล่อยให้กาแฟเย็นลงเอง
จะทำให้ไม่สามารถคุมคุณภาพของเมล็ดกาแฟคั่ว
ตามระดับมาตรฐานที่ต้องการได้
กลับหน้าแรก....