www.chiangmaicoffee.com  
 
          
สมาคมกาแฟอราบิก้าไทยาคเหนือฯ
Northern Thai Arabica Coffee Association 
       


ประชุมเตรียมการจัดตั้ง
"สมาคมกาแฟอราบิก้าไทย"
กลุี่มผู้ปลูก และ ผู้แปรรูป
กาแฟอราบิก้าภาคเหนือ-
ของประเทศไทย
 

 เพื่อนบ้านเรา........
 

 Roytawan

 Bulekoff

 Waweecoffee

 BKK espresso Lab

   Click & drink   

  Choicecoffee

 P&F coffee

 peaberrybean.com

Hillkoff

 Horizon

 Coffeebar

 Misterlees

 Jingle Beans


 

ปรับปรุงหน้าล่าสุด
28/ 8/ 2552


กรรมการก่อตั้ง
สมาคมกาแฟอราบิก้าไทย
ภาคเหนือฯ
--------------------
ปรารภ ประลักษณ์
(นายกสมาคมฯ)
วิชา พรหมยงค์
(อุปนายกฯ)
ไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ
(เหรัญญิก)
นฤมล ทักษอุดม
(ปฎิคม)
จักรินทร วังวิวัฒน์
(ทะเบียน)
ธนรัฐ สวัสดิชัย
(ประชาสัมพันธุ์)
บุญรัตน์ สุประดิษฐ
(กรรมการ)
บุญมี ทาติ๊บ
(กรรมการ)
สุวรรณ เทโวขัติ์
(กรรมการ)
เจตน์ ใจบุญ
(เลขานุการ)

อนุกรรมการ
ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร
เชียงใหม่
ลำพูน
ลำปาง
แพร่ น่าน
เชียงราย
แม่ฮ่องสอน




 



 
 


ยุทธศาสตร์กาแฟอราบิก้าไทย
ปี 2552-2556

1.หลักการและเหตุผล
      กาแฟเป็นพืชเครื่องดื่มสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยพืชหนึ่ง สามารถทำรายได้จากการส่งออกเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟให้ประเทศได้ปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท ปี2551 พื้นที่ปลูกกาแฟที่ให้ผลผลิตได้แล้วมี 388,662 ไร่ ผลผลิต 50,442 ตัน พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โรบัสต้า ร้อยละ 95
แหล่งที่ปลูกสำคัญอยู่ในภาคใต้ ฯลฯ
      ส่วนพันธุ์อราบิก้ามีเพียงร้อยละ 5 แหล่งปลูกสำคัญอยู่ในภาคเหนือฯ ประเทศคู่แข่งในการผลิต
กาแฟของไทย ได้แก่ประเทศเวียตนาม และ อินโดนีเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้สามารถผลิตกาแฟที่ให้
ผลผลิตสูงกว่า และ ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการผลิตกาแฟไทย ให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งดังกล่าวได้
      จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการพัฒนาการเกษตร เห็นชอบให้เปิดตลาดสินค้ากาแฟใต้เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน (AFTA) ปี 2553 ทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ดังนั้น
จึงเห็นสมควรให้จัดยุทธศาสตร์กาแฟ เพื่อเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรชาวสวนกาแฟ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และ องค์กรที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ในการพัฒนาสินค้ากาแฟทั้งระบบ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในการผลิตได้ตลอดไป

2.สถานการณ์กาแฟ 2.1 การผลิตและการตลาดของโลก
     2.1.1 การผลิตและการส่งออก
ผลผลิตกาแฟของโลกปี 2550-2551 มีประมาณ 7.37 ล้านตัน
ประเทศที่ผลิตได้เป็นอันดับหนึ่งได้แก่ บราซิล ผลิตได้ 2.26 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 31 ของโลก
รองลงไปได้แก่เวียดนาม และ โคลัมเบีย ผลิตได้1.09 ล้านตัน และ 0.74 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 18-
10 ของโลกตามลำดับ
     สำหรับประเทศไทยผลิตได้คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของโลก พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์โรบัสต้า ประมาณร้อยละ 79 และ พันธุ์อราบิก้าร้อยละ 3 ทั้งนี้ประเทศผู้ผลิตจะเป็นประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญของโลก
     2.1.2 การนำเข้า
ผู้นำเข้าสำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา(ร้อยละ23)เยอร์มันนี(ร้อยละ17)อิตาลี(ร้อยละ5)ของการนำเข้าโลก
2.2 การผลิตและการตลาดของไทย
      2.2.1 การผลิต (1)พื้นที่ปลูกและผลผลิต
      ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกกาแฟ ปี 2551 ประมาณ 403,449 ไร่ พื้นที่ให้
ผล 388,662 ไร่ผลผลิตรวม 50,442 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 130 กก/ไร่ ฤดูกาล-
เก็บเกี่ยว และ จำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
ผลผลิตที่ใช้บริโภคภายในประเทศร้อยละ 76 ส่งออกร้อยละ 24
2.พันธุ์โรบัสต้า มีพื้นที่ปลูกร้อยละ 95 แหล่งผลิตสำคัญอยู่ภาคใต้
ชุมพร 57% ระนอง 22% เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศร้อน-ชุ่มชื้น เมล็ดกาแฟ
มีรสชาติเข้มข้นมีปริมาณคาเฟอีนมากกว่าพันธุ์อราบิก้า นิยมนำมาทำกาแฟสำเร็จรูป ผลิตจำหน่ายในรูปสารกาแฟ ราคาจำหน่ายปี 2551 ประมาณ กก.ละ 66 บาท
แนวโน้มพื้นที่การปลูก-ผลผลิตจะลดลงเนื่องจากกาแฟตลาดโลกต่ำลงมาระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา
3.พันธุ์อราบิก้า มีพื้นที่การปลูกร้อยละ 5 แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในภาคเหนือฯ เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็น
เมล็ดกาแฟมีกลิ่นหอม รสละมุน มีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่าพันธุ์โรบัสต้า นิยมนำมาทำกาแฟคั่วบด
กาแฟสดมีแนวโน้มพื้นที่ปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศอยู่ในเกนดี
(ผลกระทบตลาดการค้าเสรีจากปีนี้ไป กาแฟเพื่อนบ้านในอาเซี่ยนมีราคาที่ต่ำกว่า ไทยเราต้องปรับปรุง)
4.ต้นทุนการผลิต ปี 2550-2551 ต้นทุนการผลิต 5,127,.86บาท/ไร่ หรือ 39.45บาท/กก. ส่วนใหญ่
เป็นค่าแรงงานเก็บเกี่ยว และ ดูแลรักษา รองลงมาได้แก่ค่าวัสดุ เช่น ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดสตรูพืช
น้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ (เทียบกับเวียดนามที่มีต้นทุนเพียง 33 บาท/ไร่)
5.พยากรณ์ผลผลิตกาแฟ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพยากรณ์ ปี2551-2552 เฉพาะกาแฟ-
อราบิก้า จะได้ผลผลิตราว 4,049 ตัน ผลเฉลี่ย 143 กก./ไร่ เนื้อที่การปลูกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
   
    สรุปความคิดเห็นจากการพบปะผู้ปลูก และ ผู้แปรรูปกาแฟอราบิก้าที่เชียงใหม่ (24 สค.52)
   
ผู้จัดซื้อ-รวบรวมผลผลิต ผู้แปรรูปรายย่อยและรายใหญ่ เห็นว่ากาแฟอราบิก้าไทยตามสาย
พันธุ์นั้นมีรสชาติดี แต่การดูแล จัดการหลังการเก็บเกี่ยว ยังไม่ได้มาตรฐานสากล จึงอยู่ในเกรด
ที่ต่ำกว่าประเทศในเอเซี่ยน เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ได้มาตรฐานคุณภาพดีกว่า และ
เมื่อเปิดการค้าเสรีอาเซี่ยน แล้วราคาก็ไกล้เคียงกัน ผู้จัดซื้ออาจหันไปสั่งกาแฟนำเข้ามาแปรรูป
เมื่อเปรียบเทียบกันในด้านราคและคุณภาพ จึงน่าจะเป็นผลกระทบโดยตรงกับผู้ผลิตกาแฟ
อราบิก้าในประเทศ หากไม่มีการพัฒนาปรับปรุงการผลิต.
                                                                                
(อ่านต่อ ยุทธศาสตร์กาแฟฯ)