1.หลักการและเหตุผล
กาแฟเป็นพืชเครื่องดื่มสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยพืชหนึ่ง
สามารถทำรายได้จากการส่งออกเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟให้ประเทศได้ปีละประมาณ
2,500 ล้านบาท ปี2551 พื้นที่ปลูกกาแฟที่ให้ผลผลิตได้แล้วมี
388,662 ไร่ ผลผลิต 50,442 ตัน
พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โรบัสต้า ร้อยละ 95
แหล่งที่ปลูกสำคัญอยู่ในภาคใต้ ฯลฯ
ส่วนพันธุ์อราบิก้ามีเพียงร้อยละ 5
แหล่งปลูกสำคัญอยู่ในภาคเหนือฯ ประเทศคู่แข่งในการผลิต
กาแฟของไทย ได้แก่ประเทศเวียตนาม และ อินโดนีเซีย
ซึ่งประเทศเหล่านี้สามารถผลิตกาแฟที่ให้
ผลผลิตสูงกว่า และ ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย
จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการผลิตกาแฟไทย
ให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งดังกล่าวได้
จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการพัฒนาการเกษตร
เห็นชอบให้เปิดตลาดสินค้ากาแฟใต้เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน
(AFTA) ปี 2553
ทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ดังนั้น
จึงเห็นสมควรให้จัดยุทธศาสตร์กาแฟ
เพื่อเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรชาวสวนกาแฟ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และ
องค์กรที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ในการพัฒนาสินค้ากาแฟทั้งระบบ
เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในการผลิตได้ตลอดไป
2.สถานการณ์กาแฟ 2.1
การผลิตและการตลาดของโลก
2.1.1 การผลิตและการส่งออก ผลผลิตกาแฟของโลกปี
2550-2551 มีประมาณ 7.37 ล้านตัน
ประเทศที่ผลิตได้เป็นอันดับหนึ่งได้แก่ บราซิล ผลิตได้ 2.26
ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 31 ของโลก
รองลงไปได้แก่เวียดนาม และ โคลัมเบีย ผลิตได้1.09 ล้านตัน และ
0.74 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 18-
10 ของโลกตามลำดับ
สำหรับประเทศไทยผลิตได้คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของโลก
พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์โรบัสต้า ประมาณร้อยละ 79 และ
พันธุ์อราบิก้าร้อยละ 3
ทั้งนี้ประเทศผู้ผลิตจะเป็นประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญของโลก
2.1.2 การนำเข้า
ผู้นำเข้าสำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา(ร้อยละ23)เยอร์มันนี(ร้อยละ17)อิตาลี(ร้อยละ5)ของการนำเข้าโลก
2.2 การผลิตและการตลาดของไทย
2.2.1 การผลิต (1)พื้นที่ปลูกและผลผลิต
ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกกาแฟ
ปี 2551 ประมาณ 403,449 ไร่ พื้นที่ให้
ผล 388,662 ไร่ผลผลิตรวม 50,442 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 130 กก/ไร่
ฤดูกาล-
เก็บเกี่ยว และ จำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด
ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
ผลผลิตที่ใช้บริโภคภายในประเทศร้อยละ 76 ส่งออกร้อยละ 24
2.พันธุ์โรบัสต้า มีพื้นที่ปลูกร้อยละ 95
แหล่งผลิตสำคัญอยู่ภาคใต้
ชุมพร 57% ระนอง 22% เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศร้อน-ชุ่มชื้น
เมล็ดกาแฟ
มีรสชาติเข้มข้นมีปริมาณคาเฟอีนมากกว่าพันธุ์อราบิก้า
นิยมนำมาทำกาแฟสำเร็จรูป ผลิตจำหน่ายในรูปสารกาแฟ ราคาจำหน่ายปี
2551 ประมาณ กก.ละ 66 บาท
แนวโน้มพื้นที่การปลูก-ผลผลิตจะลดลงเนื่องจากกาแฟตลาดโลกต่ำลงมาระยะ
4-5 ปีที่ผ่านมา
3.พันธุ์อราบิก้า มีพื้นที่การปลูกร้อยละ 5
แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในภาคเหนือฯ เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็น
เมล็ดกาแฟมีกลิ่นหอม รสละมุน มีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่าพันธุ์โรบัสต้า
นิยมนำมาทำกาแฟคั่วบด
กาแฟสดมีแนวโน้มพื้นที่ปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้น
เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศอยู่ในเกนดี
(ผลกระทบตลาดการค้าเสรีจากปีนี้ไป กาแฟเพื่อนบ้านในอาเซี่ยนมีราคาที่ต่ำกว่า
ไทยเราต้องปรับปรุง)
4.ต้นทุนการผลิต ปี 2550-2551 ต้นทุนการผลิต
5,127,.86บาท/ไร่ หรือ 39.45บาท/กก. ส่วนใหญ่
เป็นค่าแรงงานเก็บเกี่ยว และ ดูแลรักษา รองลงมาได้แก่ค่าวัสดุ
เช่น ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดสตรูพืช
น้ำมันเชื้อเพลิงและอื่นๆ (เทียบกับเวียดนามที่มีต้นทุนเพียง
33 บาท/ไร่)
5.พยากรณ์ผลผลิตกาแฟ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพยากรณ์ ปี2551-2552 เฉพาะกาแฟ-
อราบิก้า จะได้ผลผลิตราว 4,049 ตัน ผลเฉลี่ย 143 กก./ไร่
เนื้อที่การปลูกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

สรุปความคิดเห็นจากการพบปะผู้ปลูก และ ผู้แปรรูปกาแฟอราบิก้าที่เชียงใหม่
(24 สค.52)
ผู้จัดซื้อ-รวบรวมผลผลิต
ผู้แปรรูปรายย่อยและรายใหญ่ เห็นว่ากาแฟอราบิก้าไทยตามสาย
พันธุ์นั้นมีรสชาติดี แต่การดูแล จัดการหลังการเก็บเกี่ยว
ยังไม่ได้มาตรฐานสากล จึงอยู่ในเกรด
ที่ต่ำกว่าประเทศในเอเซี่ยน เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ที่ได้มาตรฐานคุณภาพดีกว่า และ
เมื่อเปิดการค้าเสรีอาเซี่ยน แล้วราคาก็ไกล้เคียงกัน
ผู้จัดซื้ออาจหันไปสั่งกาแฟนำเข้ามาแปรรูป
เมื่อเปรียบเทียบกันในด้านราคและคุณภาพ
จึงน่าจะเป็นผลกระทบโดยตรงกับผู้ผลิตกาแฟ
อราบิก้าในประเทศ หากไม่มีการพัฒนาปรับปรุงการผลิต.
(อ่านต่อ ยุทธศาสตร์กาแฟฯ)